ประวัติและตำนาน เรื่องราวของวัดถ้ำเสือ
จากที่วิเวกของพระสงฆ์ผู้เจริญสติ สู่สำนักสงฆ์บนเขาที่คึกคักในทุกวันนี้ เรื่องราวของวัดถ้ำเสือ (Wat Tham Suea) น่าสนใจไม่แพ้ชื่อ — ครึ่งหนึ่งเป็นประวัติศาสตร์ อีกครึ่งเป็นตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมาหลายทศวรรษ
1
กำเนิดสำนักสงฆ์ในป่า (ปี พ.ศ. 2518 / ค.ศ. 1975)
ในปี 1975 พระวิปัสสนาจารย์ชื่อดังแห่งภาคใต้ Jumnean Seelasettho (ที่ศิษยานุศิษย์เคารพเรียกว่า หลวงพ่อ ครูบาชัยวงศ์) ได้เข้ามาปักกลดเจริญสติในถ้ำธรรมชาติกลางเทือกเขาหินปูนทางเหนือของตัวเมืองกระบี่ ด้วยวัตรปฏิบัติสายพระป่าที่เน้นความเรียบง่าย การภาวนา และการอยู่กับธรรมชาติ ท่านจึงค่อยๆ มีศิษยานุศิษย์จากทั่วสารทิศตามมา ถ้ำอันเงียบสงัดในอดีตจึงเติบโตเป็นสำนักสงฆ์ในป่าดังที่เห็นในปัจจุบัน
2
ที่มาของชื่อ 'ถ้ำเสือ'
เล่ากันว่าเมื่อครั้งพระสงฆ์เพิ่งมาถึง ยังมีเสืออาศัยอยู่ในถ้ำ ผนังหินปรากฏรอยคล้ายกรงเล็บเสือ อีกทั้งหินย้อยก้อนหนึ่งมีรูปร่างราวกับเสือหมอบ วัดจึงได้ชื่อว่า Wat Tham Suea หรือ 'วัดถ้ำเสือ' ชื่อนี้ทั้งบันทึกความเป็นป่าดิบของกระบี่ในอดีต และทำให้วัดเปี่ยมด้วยกลิ่นอายลึกลับ
3
บันได 1,237 ขั้น และพระพุทธรูปบนยอดเขา
สิ่งที่ทำให้วัดโด่งดังที่สุดคือบันไดหินชันจำนวน 1,237 ขั้นที่ทอดขึ้นสู่ยอดเขาแก้ว บนยอดมีพระพุทธรูปทองปางสมาธิสูงราว 9 เมตร (Phra Puttakhaya Sirirat) ประดิษฐานเหนือหมู่เมฆ รายล้อมด้วยพระพุทธรูปปิดทอง รอยพระพุทธบาท และรอยเท้าหินสลักขนาดใหญ่ ที่ความสูงราว 278 เมตร จุดนี้ชมทิวทัศน์ได้รอบ 360 องศา ทั้งที่ราบกระบี่ แม่น้ำคดเคี้ยว และเทือกเขาหินปูนริมทะเลอันดามันไกลลิบ
4
ถ้ำ ต้นโพธิ์ และไม้ยักษ์โบราณ
นอกจากพระพุทธรูปบนยอดเขา เชิงเขายังโอบล้อมด้วยเครือข่ายถ้ำธรรมชาติ (ถ้ำ หมายถึงโพรงหิน) ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป พระธาตุ และเครื่องอัฐบริขารของพระสงฆ์ เส้นทางเดินวนรอบเขานำไปสู่ 'สำนักสงฆ์ในหุบเขา' อันเงียบสงบ ร่มรื่นด้วยต้นโพธิ์และต้นยางสูงใหญ่ที่ว่ากันว่ามีอายุหลายร้อยปี เป็นที่ปฏิบัติธรรมอันร่มเย็นของทั้งพระสงฆ์และญาติโยม
5
สำนักสงฆ์ที่ยังมีชีวิตในวันนี้
เกือบครึ่งศตวรรษผ่านไป วัดถ้ำเสือยังคงเป็นสำนักสงฆ์ที่มีชีวิตและมีพระจำพรรษาอยู่จริง มิใช่เพียงสถานที่ท่องเที่ยว ยามเช้ายังเห็นพระบิณฑบาตและญาติโยมทำบุญ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนายิ่งเนืองแน่นด้วยผู้แสวงบุญ วัดจึงมีความหมายทั้งในฐานะที่ปฏิบัติธรรม การอนุรักษ์ธรรมชาติ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น
ตำนานท้องถิ่น: เสือผู้พิทักษ์
มีเรื่องเล่าว่า ขณะที่พระสงฆ์นั่งเจริญสติตลอดคืนในถ้ำอันมืดมิด เสือมิได้ทำร้ายท่าน แต่กลับหมอบเฝ้าอยู่ปากถ้ำเพื่อคุ้มครองและขับไล่สิ่งชั่วร้าย เมื่อพระสงฆ์ละสังขาร เงาเสือก็อันตรธานไปด้วย เหลือไว้เพียงรอยกรงเล็บบนผนังหินและหินย้อยรูปเสือ จนถึงทุกวันนี้ ผู้แสวงบุญที่เชื่อว่าดวงวิญญาณเสือในถ้ำคุ้มครองการปฏิบัติธรรม ยังคงจุดธูปอธิษฐานต่อหน้าหินรูปเสือและรอยพระพุทธบาท